ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

การพัฒนาตนเองโดยใช้หลักการลงทุน (s.155)

หลักการหนึ่งของการลงทุนคือเรื่องของ ดอกเบี้ยทบต้น (compounding interest) ซึ่งเงินต้นที่เราลงทุนนั้นเราจะได้ดอกเบี้ยโดยเป็นการคำนวณดอกเบี้ย คิดจากจำนวนเงินต้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการนำดอกเบี้ยในแต่ละงวดเข้ารวมเป็นเงินต้นของงวดต่อๆ ไป. ซึ่งหลักการดอกเบี้ยทบต้นนี้สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาตนเองได้เช่นเดียวกัน หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องของการใช้เวลาช่วงเช้าในการทำงานยากๆ หรืองานที่ต้องใช้การจดจ่อ สมาธิสูง ซึ่งการพัฒนาตนเองนั้นก็สามารถนำหลักการใช้เวลาที่ดีที่สุดมาปรับใช้ได้เช่นเดียวกันในการเรียนรู้ ซึ่งหากพิจารณาจากคนรอบตัวของเราจะพบว่าเวลาเช้าอาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับใครหลายคน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกคนที่มีเวลาที่ดีที่สุดในช่วงเช้า ขึ้นอยู่กับบริบทการใช้ชีวิตและข้อจำกัดของแต่ละบุคคล.  อย่างไรก็ดีก่อนที่เราจะใช้เวลาไปกับการพัฒนาตนเองนั้นคำถามที่สำคัญที่เราควรตอบตนเองก่อนคือ 1. เวลาช่วงไหนเป็นเวลาที่ดีสำหรับการพัฒนาตัวเรา และ 2. เราจะพัฒนาตัวเราอย่างไร  สำหรับคำถามข้อแรกนั้นให้เราพยายามสังเกตตัวของเราว่าช่วงเวลาไหนที่เรารู้สึกสดชื่นและมีแรงในการทำงานหรือเรียนรู้มากที่สุด ซึ่งช่ว...

กระตุ้นพฤติกรรม ด้วยโบนัสแบบ Spot (s.154)

  บริษัทจำนวนมาจะมีระบบการให้ผลตอบแทนที่เรียกว่า "โบนัส" ประจำปี  โดยอาจพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัทร่วมกับผลงานของพนักงาน และโบนัสดังกล่าวมักอยู่ในรูปของเงินก้อนใหญ่เมื่อเปรียบกับเงินเดือนของพนักงานผู้นั้น ทำให้บริษัทต้องมีภาระทางการเงินเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาดังกล่าวที่มีการให้โบนัส  อย่างไรก็ดียังมีวิธีหนึ่งในการให้ผลตอบแทนพนักงานซึ่งเป็นการให้ที่ถี่กว่าและจำนวนเงินก้อนเล็กกว่าเมื่อเทียบกับโบนัสประจำปี ซึ่งอาจเรียกว่าโบนัสในลักษณะนี้ว่าเป็น Spot Bonus โดยทั่วไปนั้น Spot Bonus จะให้กับพนักงานหรือกลุ่มของพนักงานสำหรับพฤติรรม การกระทำ หรือผลลัพธ์ในเรื่องหนึ่งๆ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการกระตุ้นผลงานและสร้างแรงจูงใจของพนักงานในการทำงาน โดยมักเกี่ยวข้องกับงานที่เป็นโครงการ หรือเป็นการให้เพื่อส่งเสริมการกระทำหรือพฤติกรรมบางอย่างที่บริษัทประสงค์จากตัวพนักงาน.  ประโยชน์การนำ Spot Bonus มาใช้ในองค์กรนั้นมีประเด็นที่น่าสนใจที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้ 1. Spot Bonus สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับพนักงานได้บ่อยครั้งขึ้น - แทนที่ต้องรอโบนัสในช่วงปลายปี การให้ Spot Bonus จะ...

ลักษณะของเจเนอเรชั่นที่ต่างขั้ว (s.153)

  ผู้คนที่ต่างรุ่นต่างวัยมักมีมุมมองแนวคิดที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นรุ่นที่ใกล้ๆ อายุไม่ได้แตกต่างกันมาก ความคิด ความเชื่ออาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่หากเป็นคนรุ่นผู้ใหญ่ที่ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว ซึ่งยุคที่เขาเติบโตมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้าหรือเราอาจเรียกว่าเป็นยุคของคนรุ่น 1.0  และในอีกมุมหนึ่งคนที่อายุประมาณวัยรุ่นหรือกำลังอยู่ในวัยเรียน จะเป็นยุคที่เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายและรวดเร็วเกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่เขาโตมากอย่างมาก เราอาจเรียกคนรุ่นนี้ว่าคนรุ่น 4.0. - ถ้าให้เปรียบเทียบกับแบบเข้าใจง่ายคือ คนยุค 1.0 จะฟังเทปคาสเซ็ท ในขณะที่คนยุค 4.0 จะฟังเพลง Streaming ซึ่งความเชื่อของคนทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างมากและส่งผลต่อวิธีคิดในการทำงาน.  โดยคนยุค 1.0 จะคิดแบบการกำกับให้คนทำงานตามที่สั่ง ในขณะที่คนยุค 4.0 จะคิดแบบร่วมมือกันทำงานให้เรียบร้อย.  คนยุค 1.0 มีความเชื่อความคิดเป็นสำคัญ อนาคตจะเป็นดังความคิดของผู้นำ ในขณะที่คนยุค 4.0 เชื่อในเรื่องการช่วยกันสร้างอนาคต ทุกคนมีส่วนร่วมในการคิด ออกแบบ และทำอนาคตร่วมกัน. - ความเป็นขาวหรือดำคืออีกสิ่งหนึ่งที่เป็นลักษณะขอ...

การเจรจาต่อรอง สำหรับทางเลือกที่ไม่ได้มีมาก (s.152)

  แนวคิดแบบชนะร่วมกัน หรือ win-win mindset นั้น จะใช้ได้ดีสำหรับการเจรจาต่อรองที่มีประเด็นมากกว่า 1 ข้อ ซึ่งประเด็นทั้งหลายดังกล่าวจะสามารถนำมาเจรจาพูดคุยเพื่อจัดลำดับความสำคัญของแต่ฝ่ายที่เจรจาและหาจุดร่วมที่ได้ประโยชน์สูงสุดตามที่แต่ละฝ่ายต้องการร่วมกัน  ในทางกลับกันหากเป็นการเจรจาต่อรองที่ประเด็นมีเป้าหมายเพียงเรื่องเดียว เช่น การเจรจาเรื่องเงินเดือน การเจรจาค่าเช่า เป็นต้น กลยุทธ์ win-win ก็อาจดูเหมือนไม่เหมาะสมกับเรื่องบริบทแบบนี้ เพราะส่วนมากการเจรจาลักษณะดังกล่าวจะจบลงตรงที่พบกันครึ่งทางและอาจไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ที่ดีกับเรามากนัก. เทคนิคหนึ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้สำหรับการเจรจาที่มีประเด็นเพียงเรื่องเดียว โดยจะเป็นการปรับบริบทของการเจรจาให้อยู่ในรูปแบบผลลัพธ์แบบ win-win ร่วมกัน ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะเป็นการนำการเสนอสิ่งที่เราต้องการ เปรียบเทียบกับจุดแย่ที่สุดที่ผู้ร่วมเจรจาสามารถยอมรับได้.  การปรับบริบทเจรจาในลักษณะนี้ เรามีแนวโน้มที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าการเจรจาโต้แย้งต่อรองกันไปมา. โดยการปรับบริบทของการเจรจา เช่น "ข้อเสนอที่ผมได้ให้ไปเมื่อเทียบกับราคาต่ำที่...

Micro Stress ความเครียดขนาดเล็ก กำลังทำลายเราอยู่หรือไม่ (s.151)

  ในวิถีชีวิตประจำวันของเรามักเจอเรื่องราวต่างๆ มากมายที่ก่อให้เกิดความเครียดขึ้นมา โดยความเครียดที่เข้ามาหาเราแบบทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่องในวันหนึ่งๆ นั้นซึ่งอาจเรียกว่า 'Micro-stresses' หรือ ความเครียดขนาดเล็ก เป็นความเครียดที่เข้ามาในหลากหลายรูปแบบ หลายช่องทางทั้งในเชิงของปริมาณ ความหลายหลาก หรือแม้กระทั่งความถี่  โดยที่เราอาจไม่ได้เคยตระหนักมาก่อน เช่น ความเครียดเกิดจากการทำงานที่ยาก ความเครียดจากลูกค้า จากเจ้านายที่กดดันในงาน ซึ่งประเด็นที่สำคัญของความเครียดขนาดเล็กนี้คือมันจะก่อตัวอย่างช้าๆ โดยเราไม่ทันรู้ตัว และกลายเป็นความเครียดขนาดใหญ่ที่ทำให้เรารู้สึก burn out ไป ประมาณการ 60-80% ของการเข้าพบแพทย์สำหรับเรื่องของความเครียดนั้นมีสาเหตุมาจากโรคภัยไข้เจ็บและความคับข้องใจ ซึ่งความเครียดจะส่งผลถึงประสิทธิภาพที่ลดลงของเรา คุณภาพของการตัดสินใจที่แย่ลง และบ่อยครั้งที่จะทำให้เกิดการลดแรงจูงใจ ความคิดสร้างสรรค์และความมีประสิทธิผลในการทำงาน.  สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเครียดขนาดเล็กนี้คือมักเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุจากคนใกล้ตัวของเราทั้งในและนอกที่ทำงาน โดยเราสามารถแบ่งความ...

ความเหลื่อมล้ำ (s.150)

   ปัจจุบันเรามีการพูดถึงความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยเฉพาะภายหลังจากวิกฤตโควิด-19 ที่เริ่มทรงตัวและดีขึ้น ความเหลี่ยมล้ำกลับดูเหมือนยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะความเหลี่อมล้ำในความมั่งคั่งที่เหมือนมีความแตกต่างกันอย่างรุนแรงในทุกสังคมในโลกนี้  ทั้งนี้ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเหลื่อมล้ำสามารถแบ่งได้เป็น 3 มิติ คือ 1.ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้  2.ความเหลื่อมล้ำในความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน และ 3.ความเหลื่อมล้ำในโอกาสของคนในสังคม ในบริบทของประเทศไทยเรา การกระจายรายได้ของประเทศมีแนวโน้มแย่ลงต่อเนื่องมา โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปี 2503 จนถึงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 อย่างไรก็ดีผลของการกระจายรายได้ยังมีข้อสงสัยในการจัดเก็บข้อมูล ซึ่งเชื่อว่าจริงๆ แล้วความเหลื่อมล้ำน่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน.  ในแง่ของความมั่งคั่ง ประเมินว่ากลุ่มผู้ที่รวยที่สุด 1% เป็นเจ้าของสินทรัพย์กว่า 66% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในประเทศ ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก.  และสุดท้ายในเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส แนวโน้มไม่ได้แตกต่าง...

วิกฤตส่วนบุคคลกับการจัดการในที่ทำงาน (s.149)

    ชีวิตการทำงานของเรานั้นย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่ลำบาก บางช่วงเวลาอาจถือเป็นช่วงเวลาที่ดีสุดในการทำงานของเรา ในขณะที่บางช่วงเวลาก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก มีแต่เรื่องผิดพลาด ถูกตำหนิ กดดัน เป็นต้น  อย่างไรก็ตามวิกฤตหนึ่งทุกคนจะต้องเคยมีประสบการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิตบ้างคือ "วิกฤตส่วนบุคคล" ซึ่งวิกฤตดังกล่าวจะหมายถึงปัญหารุนแรงของบุคคลหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องในที่ทำงาน เช่น ปัญหาจากครอบครัวเรื่องลูก ญาติผู้ใหญ่คนสนิทเสียชีวิตกะทันหัน การตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรง เป็นต้น ซึ่งวิกฤตส่วนบุคคลนั้นเมื่อเกิดขึ้นระหว่างที่การทำงานของเราไปได้ดี นั่นอาจทำให้กลายเป็นหายนะในที่ทำงานได้หากได้รับการจัดการไม่ดีพอ  เทคนิครับมือกับปัญหาวิกฤตส่วนบุคคลเพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามส่งผลกระทบไปยังการทำงาน โดยในที่นี้ขอเสนอเทคนิค 4 ประการ ได้แก่ 1. บริหารจัดการการไหลของข้อมูล - การตัดสินใจอย่างแรกๆ คือ เรื่องของการที่จะสื่อสารถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราให้กับเพื่อนร่วมงานอย่างไร และ เราจะเปิดเผยมากน้อยแค่ไหน  โดยกฎเกณฑ์เบื้องต้นอาจพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื...