ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

การเติบโตของ Recommerce : ทำไมสิ่งที่เก่ากลับดูใหม่อีกครั้ง (s.28)

Recommerce เป็นการเรียกการสร้างคุณค่าจากสิ่งของที่เคยซื้อไปแล้ว ให้กลับมามีประโยชน์สำหรับผู้บริโภคอีกครั้ง. ซึ่งรูปแบบการขายแบบดั้งเดิมนั้น จะเป็นตลาดสำหรับการซื้อขายสินค้าที่ใหม่ (มือ 1) ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่. อย่างไรก็ดีในช่วงที่่ผ่าน เช่น ธุรกิจแฟชั่น recommerce ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่า การขายใหม่ หรือสินค้าราคาประหยัด ได้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกไปแล้ว. กลุ่มคนในรุ่นของเจนมิลเลนเนี่ยน (คือคนที่เกิดปีระหว่าง 1980-2000) หรือกลุ่มเจนซี (Gen Z, คนที่เกิดช่วงปี ค.ศ. 1986-1995) ชอบที่จะเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าราคาประหยัดหรือร้านค้าฝากขาย โดยไม่ได้รู้สึกลำบากใจหรือเขอะเขินในการเข้าร้านดังกล่าว แต่พวกเขารู้สึกถึงความมีส่วนร่วมและมีภาพลักษณ์แสดงถึงตัวตนในกระแสของการชอปปิ้งในสถานที่เหล่านี้. ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กระแส recommerce มาแรง คือ การการตระหนักเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมในเรื่อง ที่มีความคิดว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นส่งผลกระทบทางลบต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่กังวลอย่างมากในกลุ่มคนที่อายุไม่มาก. นอกจากนี้ในหลายร้าน...

วิธีเพิ่มความรับรู้ในตัวคุณในการประชุมออนไลน์ (s.27)

วิธีการสื่อสารที่ใช้ได้ดีในห้องประชุมอาจไม่สามารถใช้ได้ดีบนการประชุมออนไลน์หน้าจอคอมพิวเตอร์. การประชุมออนไลน์นั้นถือได้ว่าเป็นบริบทที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การประชุมแบบตัวต่อตัวหรือการเรียนการสอนออนไลน์. การเพิ่มการรับรู้ในตัวคุณเมื่อต้องใช้การสื่อสารออนไลน์ เช่น Zoom, Skype หรือ โปรแกรมประชุมอื่นๆ ไม่เพียงแต่ต้องการกลยุทธ์การมีส่วนร่วมในการประชุม แต่ยังต้องระวังไม่ให้ตัวคุณเองถูกทำให้เข้าใจผิดเมื่อต้องประชุมผ่านสื่อออนไลน์. ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณมีส่วนร่วมในการประชุมออนไลน์ที่ดี มีคำแนะนำที่ประโยชน์ 6 ข้อดังนี้ 1. เพ่งไปที่กล้อง ไม่ใช่มองที่ผู้เข้าประชุมในจอ - การสบตามองไปที่ผู้ฟังในขณะที่นำเสนอเป็นเทคนิคที่สำคัญที่ส่งเสริมสนับสนุนหัวข้อการพูดของคุณ. อย่างไรก็ดี ในการประชุมออนไลน์การสบตามองหมายถึงการมองไปที่กล้อง ไม่ใช่ที่ภาพคนฟังในหน้าจอ. ดังนั้นคุณควรฝึกฝนให้เพ่งมองไปที่กล้องระหว่างการประชุมเมื่อคุณเป็นผู้พูดให้คล่อง เพื่อไม่ให้พลาดไปมองในหน้าจอในขณะประชุม. 2. ใช้น้ำเสียงที่เข้มแข็ง - น้ำเสียงที่ดังกว่าปกติจะถ่ายทอดความน่าเชื่อถือและความมั่นใจออกมา ซึ่งแ...

รูปแบบการพูดนำไปสู่อคติของการจ้างงาน (s.26)

งานวิจัยพบว่า เมื่อต้องตัดสินใจในการเลื่อนตำแหน่ง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทขนาดใหญ่ให้น้ำหนักกับปัจจัยที่ไม่ชัดเจน เช่น "ความเข้ากันกับวัฒนธรรมขององค์กร" มีความสำคัญเท่ากับปัจจัยทางด้านทักษะของการทำงาน. นอกจากนี้หลักเกณฑ์ที่นอกเหนือจากความรู้ ความสามารถ หรือผลงานได้ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาจ้างงานระหว่างองค์กร อุตสาหกรรม และทีมผู้บริหารอีกด้วย. เป็นเวลานานแล้วที่นักจิตวิทยาได้ค้นพบความโน้มเอียงของมนุษย์ที่เกิดจากการที่คนหนึ่งสังเกตพฤติกรรมของอีกคนหนึ่งเพียงช่วงสั้นๆ ซึ่งสังเกตถึงรูปลักษณ์ ท่าทาง ภาษากาย และสไตล์การพูด นำไปสู่การตัดสินลักษณะของคนที่ถูกสังเกตนั้น และทำความเข้าใจว่าคนนั้นเป็นอย่างไร. ระดับทางสังคมเป็นกระบวนการสร้างการรับรู้ โดยมีงานวิจัยพบกับนักศึกษาระดับปริญญาตรีว่าด้วยการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระยะเวลาเพียง 60 วินาที ระหว่างผู้ที่ไม่รู้จักกัน 2 คน เพียงพอที่จะนำไปสู่การประเมินการรับรู้รายได้ของผู้ปกครองและการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาตรีนั้น. ในการศึกษาหนึ่ง โดยให้คนจำนวน 274 คนที่มีประสบการณ์การจ้างงาน และให้พวกเขาฟังคำพูด 25 วินาทีจากผู้สมัครเพื่อรับเข้า...

การทำงาน ความเชื่อของผู้จัดการกับการออกแบบที่ทำงาน (s.25)

อดัม สมิท ได้ให้สมมุติฐานว่าโดยทั่วไปแล้วคนเราจะขี้เกียจและทำงานเพียงเพื่อเงิน โดยเชื่อว่าคนเราจะมีการปรับตัวไปตามเงื่อนไขของงาน. อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาความเชื่อนี้กลับพบว่า สิ่งที่เหลือในที่ทำงานคือ การสร้างที่ทำงานที่ดูเหมือนไร้จิตวิญญาณและลดความเป็นมนุษย์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน. งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เห็นถึงว่า โดยทั่วไปแล้วคนเรามักไม่คิดว่า "ตัวเอง" ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงจูงใจทางวัตถุ แต่พวกเขากลับคิดว่า"คนอื่นๆ" นั้นตกอยู่ภายใต้แรงจูงใจดังกล่าว. สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือ ได้มีการสำรวจเรื่องความสำคัญของปัจจัยในงานที่ทำโดยให้เลือกจาก ค่าตอบแทน ความมั่นคง เวลาว่าง โอกาสก้าวหน้า และ ความสำคัญของงานที่มีต่อคนอื่น. ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตพบว่า "ความสำคัญของงาน" มักจะมาเป็นตัวเลือกแรก โดยกว่า 50% ของผู้ตอบคำถามเลือกเป็นปัจจัยหลักเสมอ. อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายยุค 1980s ได้มีการสอบถามเรื่องการที่คุณคิดว่า "ค่าตอบแทน" มีความสำคัญต่อ "คนอื่น" มากแค่ไหน สิ่งที่น่าประหลาดใจคือผู้คนกลับคิดว่าค่าตอบแทนมีความสำคัญต่อคนอื่...

เทคนิค 8 ข้อ ที่ช่วยให้คุณสร้าง รักษา และใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ในเรื่องงาน (s.24)

สิ่งที่อาจเป็นข้อผิดพลาดสำหรับคนทำงานโดยทั่วไป คือ การแบ่งแยกความสัมพันธ์ส่วนตัว กับ ความสัมพันธ์ในเรื่องงานออกจากกัน. โดยเราควรมองความสัมพันธ์ทั้งสองให้เป็นองค์รวมไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน ซึ่งการจัดการความสัมพันธ์ที่ดีนั้นจะไม่เพียงมีประโยชน์ต่ออาชีพการทำงานของคุณแต่ยังมีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคุณด้วย. เทคนิคในการจัดการดังกล่าว ได้แก่ สร้างความสัมพันธ์ในทางกว้าง - คุณไม่ควรที่จะเลือกว่าใครที่มีหรือไม่มีประโยชน์กับคุณโดยดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน. ทั้งนี้คุณไม่สามารถทราบได้เลยว่าใครที่อาจช่วยเหลือคุณได้ทั้งในเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอาชีพในอนาคต. การรู้จักและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในวงกว้างจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดในระยะยาว. สร้างแรงเหวี่ยงของความสัมพันธ์แบบทวีคูณ - ข้อดีอย่างหนึ่งของการพยายามสร้างความสัมพันธ์ คือ ผลลัพธ์ของการที่คุณพยายามสร้างความสัมพันธ์มักจะช่วยให้คุณมีโอกาสขยายความสัมพันธ์ออกไปจากคนกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง. ซึ่งการทำดังกล่าวจะเป็นเหมือนการสร้างแรงเหวี่ยงให้คุณสามารถสร้างเครือข่ายให้เร็วมากขึ้น. เสริมสร้างความแข็งแรงในจุดที่อ่อนแอ - หลายคร...

การทำงาน ทางเลือกอื่นของแรงจูงใจ (s.23)

ความแตกต่างระหว่างงานที่ดีกับงานที่แย่ไม่ได้ขึ้นกับตัวงานที่คุณทำ แต่ขึ้นกับบริบทของงานนั้นๆ ที่คุณทำมากกว่า. งานที่ต้องทำงานในที่เล็กๆ อากาศร้อนๆ บางคนก็คิดว่าเป็นงานที่ดี ในขณะที่งานที่ทำในห้องแอร์ อยู่ในออฟฟิตที่ตกแต่งอย่างทันสมัยก็อาจถูกมองว่าเป็นงานที่แย่ได้ โดยทั่วไปงานดีๆ จะเปลี่ยนเป็นงานแย่ๆ ได้จากสมมุติฐานที่ผิดเกี่ยวกับงานที่ว่าคนทั่วไปไม่อยากลุกขึ้นมาตอนเช้าเพื่อไปทำงาน ดังนั้นเราจึงต้องคอยสอดส่องตรวจตราและมอบแรงจูงใจเพื่อให้ทำงาน มุมของของอดัม สมิท มองว่าคนเรานั้นมีความขี้เกียจโดยพื้นฐานและไม่ชอบทำงาน ดังนั้นการให้งานที่ต้องทำซ้ำๆ จึงไม่ได้เป็นการเอาเปรียบแต่อย่างใด และค่าจ้างคือสิ่งที่จะช่วยจูงใจให้คนทำงานอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ระดับเงินเดือนมีผลน้อยมากต่อความพึงพอใจในงานหรือความพึงพอใจต่อค่าตอบแทน. ค่าจ้างจึงไม่อาจทดแทนสิ่งที่เสียไปจากการทำงานซ้ำซาก ซึ่งคนทำงานต้องทนอยู่กับงานที่ไม่ได้เป็นมากกว่าความจำเจ. ความคิดดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า การวางโครงสร้างการทำงานที่ดีจะช่วยให้คนงานได้รับโอกาสหาความ...

ผู้นำจำเป็นต้องปรับตัวเมื่อ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงาน (s.22)

การผลสำรวจล่าสุดที่สำรวจศิษย์เก่าโรงเรียนบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจำนวน 5,700 คนพบว่า 52% ของผู้ถูกสำรวจเชื่อว่า บริษัทโดยทั่วไปจะมีพนักงานจำนวนที่ลดน้อยลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า. ซึ่งการถือกำเนิดของ AI จะสร้างโอกาสและความท้าทายใหม่ต่อผู้นำในธุรกิจ. โดยจากงานวิจัยโดยห้องปฏิบัติการ MIT-IBM Watson AI ได้แสดงถึงแนวโน้มที่รูปแบบของงานจะเปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบของ AI. ซึ่งแนวโน้มดังกล่าว ทำเราสามารถใช้ในการวางแผนงานสำหรับผู้นำองค์กรในการปรับกำลังแรงงานและจัดสรรทรัพยากรใหม่ ในขณะที่ยังสร้างกำไรให้แก่องค์กรต่อไป. ทั้งนี้หัวใจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในขณะที่ยังรักษาวัตถุประสงค์ขององค์กรไว้ได้ ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ การปรับสมดุลของทรัพยากร, ลงทุนในการฝึกอบรบทักษะใหม่ (reskill) ให้กับแรงงาน, และการสร้างแบบจำลองใหม่สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) การจัดสรรทรัพยากร - จากการศึกษาพบว่า อาชีพ (career) จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ แต่ชิ้นเนื้องาน (task) จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่อย่างรวดเร็ว - ทั้งนี้อาชีพ (career) อาจมองได้ว่าเป็นการรวบรวมกลุ่มของเนื้องาน (ta...